เคยเป็นประเด็นดราม่าถกเถียงกันหลายระลอก เกี่ยวกับฟรีแลนซ์ที่รับงานออกแบบหรืองานศิลปะ แล้วตั้งราคาสูงไปบ้าง ต่ำไปบ้าง จนเพื่อนร่วมวงการระส่ำระส่าย สืบเสาะหากันว่า “ราคากลางคือเท่าไหร่?” “เรามาตั้งสมาคมเพื่อกำหนดราคากลางกันมั้ย?”  หรือแม้แต่เพื่อนฝูง รุ่นน้องในวงการของผมเองก็มีสอบถามโดยตรงกันมาหลายครั้ง ผมคงตอบได้ก็แค่ “ราคามาตรฐานของผมเอง” แต่คงตอบไม่ได้ว่า “ราคากลาง” คือเท่าไหร่... เพราะ “ราคากลาง ไม่มีจริง” !

 

ที่ผ่านมา มีประเด็นกับการตั้งราคาของการรับงานออกแบบหลายครั้ง พอมีคนรับงานถูกเกินไป คนอื่นๆ ก็คิดว่าถูกตัดราคาจนน่าเกลียด (แล้วใครจะมาจ้างกรู?)  บ้างก็หาว่างานฝีมือแค่นี้คิดราคาแพงโหด คนมีฝีมืออย่างชั้นยังคิดราคานิ๊สสเดียว (ตบหน้ากันเลยดีกว่า)  และพอมันเรื่องของงานที่มีคำว่า “ศิลปะ” เกี่ยวข้อง ก็เลยมีการกถเถียงกันแบบติ๊สๆ อย่างไม่จบสิ้น  ถึงแม้ว่าผมเองเป็นคนที่ทำงานศิลปะออกแบบตัวการ์ตูน แต่ผมกลับไม่มีคำว่า “ติ๊สแดก”  อยู่เลยเพราะจำเป็นที่จะต้องอยู่ในวังวนของการ “ทำมาหากิน” ทัศนะของผมจึงอาจต่างออกไป

ว่าถึงการตั้งราคา เราอาจจะมองไปที่สองด้าน ด้านหนึ่งเป็นด้านของความพึงพอใจในสินค้าหรือบริการ ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นด้านของความคุ้มค่าในการทำงานโดยคำนวนจากราคาต้นทุน  ด้านความพึงพอใจทางภาษาเศรษฐศาสตร์เขาเรียกว่า อุปสงค์ (ความต้องการ)  และ อุปทาน (การเสนอขาย)  คือถ้าลูกค้าชอบผลงานของเรา ถ้าเป็นงานศิลป์ ก็เรียกว่าเป็น ความพึงพอใจล้วนๆ แต่คุณตั้งราคาเกินความพึงพอใจของลูกค้า คุณก็อาจจะโดนต่อหรือชวดงานได้  เป็นหลักการง่ายๆ  ซึ่งจะเห็นว่างานจากศิลปินชื่อดังแค่ตวัดพู่กันทีเดียวก็ตั้งราคาได้เป็นแสนๆ และยังมีคนซื้อ   ในส่วนของการออกแบบบางครั้งก็ไม่ได้เกี่ยวกับฝีมือเลยนะครับ งานกากๆ บางงานก็ขายได้ขายดี  ในขณะที่งานเทคนิกขั้นเทพ ถ้าลูกค้าเห็นว่าไม่สวย เขาอาจจะไม่แลเลยก็ได้ ซึ่งแต่ละคนก็มีมุมมองต่อความสวยงามต่างกัน  “Beauty is in the eyes of beholder”  ยิ่งสมัยนี้มันเกี่ยวข้องกับ “สไตล์” มากกว่า เรียกว่าลืมเรื่องเทคนิกกันไปได้เลย   ในด้านธุรกิจถ้าลูกค้าเห็นว่าภาพนั้นไม่มีประโยชน์ต่อธุรกิจของเขา ให้ฟรีก็ยังไม่เอา  จุดนี้คนที่มีชื่อเสียงแล้ว หรือ มีผลงานโดดเด่นมีเอกษลักษณ์กว่าก็คงจะได้ภาษีมากกว่าไม่ใช่น้อย ย้ำนะครับว่า “โดดเด่น มีเอกลัษณ์”  ไม่ใช่ “เก่งกว่า” หรือ “แก่กว่า”

 

ในอีกด้านหนึ่ง คือ “ค่าต้นทุน”  จริงๆ แล้วไม่ว่าการขายสินค้า บริการ หรืองานศิลปะ มันก็ล้วนมีต้นทุนทั้งสิ้น เพียงแต่งานออกแบบ มันมีต้นทุนที่ซ่อนอยู่หลายสิ่งต่างจากการขายข้าวผัด  คดีดราม่าหลายคดี ซึ่งแม้แต่ตัวนักออกแบบเองที่บอกว่า “งานออกแบบไม่ฟรี เราก็ต้องกินข้าวนะจ๊ะ” มักจะอ้างถึงราคาต้นทุนที่จับต้องได้ เช่น “คอมพิวเตอร์เราก็ต้องซื้อนะ”  “ค่าไฟเราก็ต้องจ่าย”  “กูไม่ใช่ลูกเจ้าของบริษัทอินเตอร์เน็ท!”  ความจริงมันก็ถูกล่ะครับ แต่ก็มีอย่างอื่นมากกว่านั้น เพราะสิ่งที่จับต้องได้เหล่านั้นเป็นเพียงต้นทุนชัดเจน (Exploit Cost)  ซึ่งน้อยนิดมาก การว่าจ้างการออกแบบ แน่นอน ลูกค้าต้องคิดว่าจะจ้างใคร เจ๋งแค่ไหน ไอ้คำว่า “เจ๋งแค่ไหน” นี่แหละครับ เป็นต้นทุนแอบแฝง เพราะ นักออกแบบไม่ได้เกิดมาออกแบบได้เลย แต่มันมาจาก “การศึกษา” ค่าเล่าเรียนหลายปีที่ผ่านมา “การฝึกฝน” คือการใช้เวลาอันมหาศาลที่เสียไปก่อนหน้านี้   “ความเจนจัดในการทำงาน” ซึ่งแลกมากับ การ ซื้อ อบรม หรือ ใช้เวลาศึกษาสื่อต่างๆ มากมาย (Reference)  สิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนที่เราจ่ายไปก่อนหน้ารับงานแล้ว เป็นราคาที่รวมเข้าไปในการรับจ้าง  และถ้าคุณเคยทำงานกับฝรั่ง ลูกค้าฝรั่งจะถามว่า “ค่าตัวคุณต่อชั่วโมงเท่าไหร่?”  ฟรีแลนซ์ ไทยก็อึ้งละครับ เพราะแค่ Speak ก็งงแล้ว ยังจะมาถามค่าตัว ชั่วคราวหรือค้างคืน...หรือยังไง?  ความจริงแล้วทฝรั่งเขาคิดราคางานโดยคำนวนต่อชั่วโมงครับ เช่นเราประเมิณว่า งานนี้ทำงาน 20 ชั่วโมงเสร็จ เราก็เอาค่าตัวคูณจำนวนชั่วโมงได้เลย... สิ่งที่ตามมาคือ “ชิอ๋าย แล้วค่าตัวตูเท่าไหร่?”  ซึ่งก็มีหลายวิธีประเมิณนะครับ ล้วนแล้วแต่เกี่ยวพันกับต้นทุนที่เราสั่งสมมา ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งสิ้น  ลองหาอ่านดูทางอินเตอร์เน็ท  นี่เรายังไม่รวมถึง ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost)  ซึ่งคือโอกาสในการทำสิ่งอื่นๆ ที่เราจะต้องเสียไปเมื่อรับงานชิ้นนี้

 

อีกข้อที่สำคัญมาก เพราะผมเองเป็นทั้ง ผู้รับจ้าง และ ผู้ว่าจ้าง จึงเข้าใจดี คือ ความมั่นใจในการจ้างงาน  สำหรับงานโปรดักชั่น ผมกล้าฟันธงว่าลูกค้าต้องการความมั่นใจในการได้รับงาน “ถูกต้อง” และ “ตรงเวลา” มากกว่าได้งาน “สวย”  ลูกค้าหลายคนบอกว่ายอมจ่ายแพงกว่า แลกกับตารางเวลาที่ชัดเจน และ ไม่เบี้ยว ไม่สาย หรือ ไม่ “แสร้งทำเป็นว่าไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์!”  (ใครเคยทำ ยอมรับซะ) ลูกค้าจะเอาวิดีโอพรีเซนเตชั่นสวยหรูไปทำไม ถ้าได้วิดีโอหลังงานแถลงข่าว?  เอา Ad เทพไปทำไมถ้าส่งไม่ทันพิมพ์?  หรือ จะเอาภาพการ์ตูนล้อเลียนไปทำไม ถ้ามันเสร็จหลังงานวันเกิด!!!  ยังมีอีกหลายข้อที่เป็น “ข้อได้เปรียบ” หรือ “ข้อบวก” ในการคิดราคา  เช่น “ความสบายใจ” ลูกค้าบางคนอาจชอบเราเพราะพูดจาภาษาเดียวกัน  บางคนอยากได้ “ความจริงใจ” เพราะรู้สึกว่าไม่ได้ถูกเอาเปรียบ  บ้างก็ว่าจ้าง เพราะ “ความพิศวาส” เช่น ฟรีแลนซ์ที่ทั้งติสแดก และเอ็กซ์แตก... (ว่าไปนั่น)

อย่าลืมว่า! ตามธรรมชาติลูกค้า ของยิ่งถูกก็ยิ่งน่าสนใจ แต่ของถูกที่ไม่ได้ตอบโจทย์ ก็ไม่มีประโยชน์ อันใดเลย  งานศิลปะไม่เหมือนอาหาร ซึ่งถ้าคุณหิวข้าว แต่ก๋วยเตี๋ยวถูกกว่า คุณอาจจะซื้อก๋วยเตี๋ยวแทนเพราะอิ่มเหมือนกัน แต่งานออกแบบ ถ้าลูกค้าอยากได้รูปหมูไปเป็นโลโก้ลูกชิ้นหมู แต่ คุณวาดรูปหมาได้ในราคาถูกกว่า.... แล้ว....???

จะเห็นว่าทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่มีข้อใดเลยที่เกี่ยวพันกับการ เปรียบเทียบราคาของคนอื่น หรือ อ้างอิงจากราคากลาง หลักการง่ายๆ ของผมเองก็คือ ได้เงินคุ้มแรง คุ้มเวลา คุ้มค่าประสบการณ์  และเสนอไปเป็นอุปทาน  ในขณะที่มั่นใจว่าอยู่ในช่วงที่ตอบรับกับอุปสงค์  คือได้ชิ้นงานที่ลูกค้าพอใจ บริการที่ประทับใจ และ ความมั่นใจในการจ้างงาน  ฉะนั้น ใครจะคิดราคาอย่างไร เท่าไหร่ ก็คงไม่เกี่ยวกัน   ถึงอย่างไรเรายังจำเป็นต้องศึกษาราคาของคนอื่นๆ ไว้บ้าง เพื่อทราบความเป็นไปของตลาด ทราบปริมาณความต้องการในแวดวงธุรกิจ (สังเกตุว่าผมพูดถึงตลาดล้วนๆ)  ที่สำคัญ คือการศึกษาตัวเอง ถ้าเรารู้จักตัวเองดี  แล้วล่ะก็ เราก็จะรู้ว่าราคานั้นมัน “ใช่” กับสิ่งที่เราหยิบยื่นไปให้ลูกค้าโดยที่ไม่ต้องแคลงใจใดๆ เลย และ ไม่ต้องสนใจเลยว่า ราคากลางคือเท่าไหร่... เพราะ... ราคากลางไม่มีจริง!

 

 

โผล่มาอีกครั้งแล้วนะครับ กับเหตุการณ์ “เดจาวู” ของงานประกวดออกแบบ แล้วผลออกมาว่า ผลงานที่ได้รับรางวัลกลับไปเหมือนกับผลงานที่เคยมีการสร้างสรรค์มาแล้วแบบเป๊ะ ๆ  หรือที่เรียกว่า “ลอกมาส่ง”  ล่าสุดเหตุการณ์ดราม่าเผยตัวเองมาจากงานประกวดออกแบบโลโก้ของโรงพยายาลชื่อดัง ”ปิยะเวท” ที่ประกาศผลออกมาเร็วๆ นี้  โลโก้ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศกลับเหมือนกับโลโก้โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แบบเหมือนเชี๊ยะ! และ พาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปถึง รางวัลอื่น ที่ไม่เหมือนเป๊ะ แต่ก็มีส่วนคล้ายคลึงกับโลโก้อื่นเช่นกัน

 

“เมิงกล้าทำมาส่งได้ไงฟระ!”
“กรรมการเสือกเลือกมาด๊ายยย  ไม่รู้อะไรเลยเหรอ”

เสียงกร่นด่าจากผู้รู้ ต่างวิพากษ์วิจารณ์เหมือนกับจะอยากชี้ว่า มันผิดที่ใครกันแน่ 

เหตุการณ์คล้ายๆ แบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าและซ้ำซาก  ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบอันอื้อฉาวในงาน EXPO 2020 Ayutthaya THAILAND,  หรือ Motor Expo เมื่อหลายปีก่อน และกิจกรรมประกวดอื่นๆ ประปราย ความจริงเรื่องนี้มีมุมมองที่น่าสนใจ (และน่าเห็นใจ)  หลายมุมด้วยกัน  ทั้งในส่วนของ ผู้จัด กรรมการ และในส่วนขอผู้ร่วมส่งผลงานเข้าประกวด

 

ส่วนแรกเป็นส่วนของผู้จัด โดยเฉพาะการประกวดการออกแบบโลโก้บริษัท หรือ โลโก้โครงการ  กลยุทธนี้ก็เหมือนกับการจ้างงานออกแบบโลโก้ แต่มีโลโก้ให้เลือกหลายร้อยแบบ ที่สำคัญ มุ่งหวังประเด็นการ PR ได้หัวเรื่องในการโปรโมทบริษัทอีกต่างหาก  แต่จุดอ่อนของการประกวดออกแบบมักจะอยู่ที่ “กลุ่มเป้าหมาย” เพราะถ้าจะอยากเป็นประเด็นในการตีข่าวแล้วก็มักจะ เน้นไปที่กลุ่มนักศึกษา (เสมือนว่าสนับสนุนคนรุ่นใหม่)  ซึ่งขอพิจารณาว่า นักศึกษาคือ “มือสมัครเล่น”  แม้ว่าจะมีไฟ และความครีเอทีฟแบบพรั่งพรู แต่กลับขาดชั่วโมงบินและ ประสบการณ์ทำงานในสนามจริง  บางโครงการอาจเปิดให้บุคคลทั่วไป แต่พิจารณาจากประสบการณ์ส่วนตัว เหล่า “Professional” หรือเหล่าเทพทั้งหลาย มักจะสนใจส่งงานเข้าประกวดเฉพาะกับ Big Brand ชื่อดังระดับโลก เท่านั้น เรียกว่า ถ้าไม่ใช่ Apple, Google หรือ Nike อะไรเทือกนี้ เหล่าโปร ก็เอาเวลาไปรับงานที่ได้เงินชัวร์ๆ ดีกว่า เพราะโปรมักไม่ได้สนใจเรื่องเงิน แต่ อยากได้ “ถ้วย” เอาไว้ประดับตัว หรือ บริษัทเท่านั้น  ผลก็คือส่วนใหญ่ที่ส่งผลงานมาก็จะเป็นเหล่ามือสมัครเล่นเช่นเดียวกัน

 

“ทำไมโลโก้ที่ส่งมามันถึงได้ไปเหมือนอันนั้นอันนี้เสมอ” 
ความจริงแล้ว หลายคนอาจได้กระทำการ Copy โดยไม่ได้ตั้งใจ เข้าให้ซะแล้ว!  

 

“การ Copy โดยไม่ได้ตั้งใจ” เกิดขึ้นได้อย่างไรน่ะเหรอ  นั่นเป็นผลจากความเป็นมือสมัครเล่น เพราะไม่เชี่ยวชาญพอในการทำงานจริง  ผมไม่ได้บอกว่า เหล่า Rookies  จะออกแบบไม่เก่ง แต่หากมีกระบวนการทำงานที่ไม่รอบคอบต่างหาก  จริงๆ แล้วการออกแบบโลโก้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่ใช่แค่การ วาด หรือประกอบโน่นนี่นั่นให้สวย แต่เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับ Marketing โดยตรง มันเป็นส่วนหนึ่งของ Corporate identity (CI)  ซึ่งเป็นมิติความคิดที่อลังการมาก สำหรับการออกแบบ  เอาเถอะ! ผมจะข้ามรายละเอียดเรื่อง Creative design สำหรับ CI ไป เพราะมันจะเปลืองหน้ากระดาษ (หรือเปลืองหน้าจอ) ผมจะถือว่า ไอเดียบางส่วนจะถูกจำกัดจาก โครงการประกวดอยู่แล้ว เช่น โลโก้ ต้องใช้สีฟ้า  มีตัว P เป็นต้น  สิ่งที่ Designer จะไปทำต่อก็คือ การ Research  Research และ Research  ลองดู โลโก้ ที่มี Mood & Tone ที่เข้าค่าย มี Technique ที่น่าสนใจ มีไอเดียที่จุดประกายหรือต่อยอดได้.... เมื่อได้ไอเดียนั่นนิดนี่หน่อย จากนั้นก็เริ่มเลย! 

 

สิ่งเหล่านี้จริงๆ แล้ว เหล่า Professional Designer ก็ทำกันครับ  แต่ความแตกต่างอาจอยู่ที่ว่ามืออาชีพ จะรวบรวมข้อมูลทุกอย่างแล้วตกตะกอนออกมาใหม่  แต่มือใหม่จะเริ่มจากการปรับแต่งโน่นนี่จากแบบที่เรียกว่าเป็น “Reference”  ประเด็นสำคัญคือ ผู้เชี่ยวชาญจะคิดอยู่เสมอว่า Brand ที่เกิดขึ้นแล้วในโลกนี้มีเป็นร้อยเป็นพัน  .... ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องทำเมื่อออกแบบพอเป็นรูปเป็นร่างแล้วคือ  Research Research และ Research อีกครั้ง  เพื่อดูว่า “บร๊ะ ไอ้ที่ตูคิดนี่มันซ้ำแล้วนี่หว่า....!!!”

“Pro มักไม่พอใจในไอเดียแรก”...เป็นอาวุธลับหนึ่งของผู้มีชั่วโมงบินสูง นั่นคือ “การคิดไปอีกขั้นหนึ่ง”  “ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง”  เพราะทุกครั้งที่เราคิดอะไรได้ครั้งแรก มักเกิดจากหลักการณ์ขั้นแรกที่สมองเราจะคิดได้ เช่น พูดถึงร้านกาแฟทุกคนนึกถึงควันฉุย  พูดถึงความสดใสทุกคนนึกถึงสายรุ้ง  ซึ่งใน Step นี้ ไม่ใช่ว่าเราจะคิดได้คนเดียวในโลก เราจึงต้องหนี  “Basic Though” ของตัวเองให้ได้ 

ผมคงต้องว่า “น่าเห็นใจ แต่ให้อภัยไม่ได้”  สำหรับนักออกแบบมือสมัครเล่นที่ Copy โดยไม่ได้ตั้งใจ  น่าเห็นใจเพราะประสบการณ์ไม่พอ แต่ให้อภัยไม่ได้ เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นแล้วไม่ว่าอย่างไร ก็จะถูกมองว่ามันคือการ Copy อยู่ดี  และสิ่งนี้คือสิ่งที่ควรแก้ไข และฝึกฝนมากที่สุด

 

ส่วนกรรมการในการตัดสิน คิดแทนแล้วก็ปวดขมับ เหล่าผู้จัดคงต้องระลึกไว้เสมอว่า ถ้าคุณจัดการแข่งขันออกแบบ “อย่า...” ใช้บุคลากรภายในของท่านตัดสินตามความชอบเด็ดขาด กรุณาเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ หลายๆ ท่าน  “ย้ำ! “ หลายๆ ท่าน เพราะไม่มีใครที่เคยเห็นงานออกแบบมาแล้วทุกชิ้นในโลก จำต้อง มีหลายคน หลายตา ช่วยกันพิจารณา กรรมการเองถ้าดันพลาดคัดเลือกให้ แบบที่ Copy มาโดยตั้งใจ หรือไม่ได้ตั้งใจได้รับรางวัลแล้ว จะโดนกระหน่ำตำหนิไม่แพ้กันเลยทีเดียว ที่แย่กว่านั้นคือ เจ้าของโครงการเองก็จะนำโลโก้นั้นไปใช้อย่างอับอายขายหน้าประชาชีเป็นที่สุด

 

สุดท้ายสำหรับงานออกแบบส่งประกวด ไม่ว่าจะงานใดๆ ก็ตาม จะได้รับรางวัลหรือไม่ แต่ถ้าเป็นแบบที่ตั้งใจ Copy มาแบบภาพเสมือนหัวกลับแล้วล่ะก็ ผมขอบอกคำเดียวว่า... “ฝรัส!”

 

...

 

 

การประกาศผลรางวัลของโรงพยาบาลปิยะเวท
https://www.facebook.com/piyavate/photos/a.10150098595901790.282893.245123201789/10151927825881790/?type=1

 


 

งานประกวดโลโก้ EXPO2020 Ayutthaya Thailand ที่ได้รับคัดเลือก แต่ถูกวิจารณ์จนต้องถอดออก
ผลงานการออกแบบ คนเดียวกับที่ส่งงานโรงพยาบาลปิยะเวท

 

 


งาน Copy ที่ได้รับรางวัลจากงาน Motor Expo ปี 2551

 

...

edit @ 18 Mar 2014 13:30:21 by zylostudio

ช่วงนี้มีกระแสกระทู้กราฟฟิครับงานถูกแพร่หลาย ถูกชนิดที่เรียงกว่า Unbelievable หรือ Fucking ถูก
ความจริงแล้วทุกครั้งที่มีการสังสรรกันตามประสา Designer กับเพื่อนๆ ประเด็นนี้ก็มักจะถูกนำมาพูดถึงอยู่เสมอๆ
ด้วยมีผลกระทบที่ว่าพอมีคนรับงานถูก นักออกแบบมีฝีมือก็มันจะเรียกราคาสูงๆ ลำบากเพราะลูกค้าจะมีคำถามและเกิดการเปรียบเทียบกับจ้าวอื่นเสมอ

ความจริงที่ต้องทำความเข้าใจคือ
ข้อ 1  “ราคาไม่ใช่ค่าแรง แต่เป็นค่า ความคิดและประสบการณ์”
ราคางานออกแบบไม่ได้คิดตามค่าแรง หรือค่าชั่วโมงในการทำ แต่เป็นราคาของ  ความ Creative, ประสบการณ์, และความแพรวพราว ของนักออกแบบแต่ละคน (ส่วนตัวผมมักจะให้คำปรึกษาทางการตลาดด้วย)  ไม่ว่างานนั้นจะออกมาเรียบง่ายหรือ หรูหรา ซับซ้อนมากแค่ไหน... ล้วนผ่านกระบวนการคิออย่างเป็นระบบหลายขั้นตอน

ข้อ 2  “การออกแบบต้อง มีความรู้ด้านการตลาด”
งานออกแบบโลโก้หรือ Corporate เช่นนามบัตร มาสคอต  ต้องมีความเข้าใจเรื่อง Marketing Communication และ Brand Image เป็นอย่างดี เป็นการออกแบบที่ต้องสื่อถึงบุคลิกของ Brand , สื่อสารกับ Target ได้ถูกกลุ่ม และที่สำคัญต้องมีเอกลัษณ์ แตกต่างจาก Brand อื่นๆ”  ซึ่งเป็นส่วนที่ ไม่ใช่ว่าแค่ใครที่ทำ Photoshop หรือ Illustrator เป็น ก็ทำได้

 

ส่วนตัวแล้วผมเห็นด้วยที่ หากมีคนรับงานถูกมากๆ อาจะทำให้ลูกค้าเข้าใจได้ว่า งานลักษณะนี้จะต้องมีราคาถูก  แต่ คงไม่จำเป็นที่จะต้องไป ต่อต้าน หรือรณรงค์ให้คนเหล่านี้เลิกทำงาน หรือคิดราคาให้แพงขึ้น เพราะว่า

ข้อ 1   “ความสามารถถูกตามราคา”

นักออกแบบราคาถูกเหล่านี้ ก็คงตีค่าราคาฝีมือตัวเองแค่ไม่กี่ร้อยบาทเพราะเขาทำได้เท่านั้นจริงๆ  การเลือกภาพ Icon จาก Internet หรือ Clip Art แผ่นปลอม แผ่นละไม่กี่บาทจาก Fortune วางคู่กับ Text มันใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ทำได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการคิดด้วยซ้ำ ราคาที่เขาคิดคือ “ราคาค่าเสียเวลาแค่ 10 -15 นาที  ไม่ใช่ค่า Creative!”

 

ข้อ 2  “ลูกค้าไม่เห็นความสำคัญเรื่อง Branding”

สำหรับลูกค้าแล้ว หากเป็นลูกค้าที่เป็นมือใหม่หรือทำธุรกิจไม่เป็น คงไม่เข้าใจเรื่องการสื่อสารทางการตลาด และความมีเอกลัษณ์ของ Brand  คุณลูกค้าเหล่านี้นอกจากไม่เห็นความสำคัญแล้ว ก็คงสามารถทำกำไรหรือสร้างมูลค่าเพิ่มจาก Brand ตัวเองได้เลย...  เมื่อใดที่ท่านลูกค้าเข้าใจแล้ว ก็จะรู้สึกเกลียดโลโก้เดิมของตัวเอง แล้วจะคิด Rebranding ไปเองโดยอัตโนมัติ  ผมมักจะพูดกับเพื่อนๆ เสมอว่า

 “ถ้าเค้าตั้งงบออกแบบโลโก้แค่ไม่กีร้อย ก็แปลว่า เขาประเมิณค่าธุรกิจตัวเองไว้แค่นั้น”

 

ความจริงแล้วข้อดี ของการมีราคาที่ต่างไปให้เปรียบเทียบ กลับเป็นช่องทางให้ผมได้อธิบาย ถึงความสำคัญของการออกแบบ และ Educate นักธุรกิจหน้าใหม่ ให้เข้าใจถึง Branding  และ เป็นช่องทางในการแสดงความเป็น Professional ของนักออกแบบรุ่นเก๋าที่ทำงานอย่างแพรวพราวมานานหลายปี

บ่องตงเลยฮะ!  ถ้ามีคุณลูกค้าบอกว่า “ทำไมคิดราคาแพงจัง มาบุญครองคิดแค่ ไม่กี่ร้อย”  ก็ปล่อยเค้านั่ง BTS ไป MBK เถอะครับ  อย่าไปเสียเวลากับเค้าเลย ผมเชื่อว่ายังมีลูกค้าอีกหลายท่านที่ ทำธุรกิจเป็นและให้มูลค่ากับสิ่งที่เราทำ  หากแต่ไม่ใช่มูลค่าในฝีมือเรา แต่เป็นมูลค่าทางการตลาด ที่คุ้มค่าพอที่จะลงทุนและว่าจ้างผู้มีประสบการณ์ และทำให้ธุรกิจของเขาพุ่งไปข้างหน้าต่อไป...